วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

การบันทึกครั้งที่ 11

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2559

เนื้อหาที่เรียน  ความรู้ที่ได้รับ

       กิจกรรมวันนี้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วคือให้นักศึกษาแต่ละคนออกมาแสดงบทบาทเป็นครู โดยทำการสอน กิจกรรมเคลื่อนไหวพื้นฐาน  กิจกรรมผู้นำผู้ตาม กิจกรรมผ่อนคลายครูอธิบายกิจกรรม กำหนดจังหวะสัญญาณการเคลื่อนไหว เด็กๆลุกขึ้นยืน แล้วหาพื้นที่ของตัวเอง ลองกางแขนออกดูว่าชนกับเพื่อนไหม ถ้าชนให้ขยับออก 

       เมื่อครูให้จังหวะเด็กๆเริ่มก้าว เคลื่อนที่ไปรอบๆห้อง 

 

การเคลื่อนไหวแบบผู้นำผู้ตาม ครูให้เด็กๆจับมือเป็นวงกลมขยายออกให้กว้าง ครูจะเลือกเด็กออกมาเป็นผู้นำท่าต่างๆคนละ 1 ท่า โดยดูว่าใครยืนเรียบร้อยที่สุดก็จะถูกเลือกออกมาเป็นผู้นำตรงกลาง แล้วเพื่อนคนอื่นๆก็ต้องทำท่าตามไปด้วย

การผ่อนคลายแบบที่1  ครูให้เด็กๆนั่งลงเป็นวงกลม เหยียดขาออกมา แล้วค่อยๆทุบ ทุบขาซ้าย ทุบขาขวา ทุบแขนซ้าย ทุบแขนขวา ไล่จากบนลงล่าง ทุบเบาๆ จากนั้นให้เด็กๆยกแขนซ้ายขึ้นหันหน้าไปทางซ้าย นวดไหล่ให้เพื่อน กลับหลังหัน นวดไหล่ให้เพื่อน

การผ่อนคลายแบบที่ 2 ครูให้เด็กๆนอนลงแล้วบรรยายตามจินตนาการของครู

 
 


 วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2559

กิจกรรมในวันนี้อาจารย์สอนกิจกรรมเคลื่อนไหวแบบตามคำบรรยาย


ขั้นแรก กิจกรรมเคลื่อนไหวพื้นฐาน โดยการเคาะจังหวะโดยครูเป็นผู้ให้สัญญาณ ครูอธิบายกิจกรรม กำหนดจังหวะสัญญาณการเคลื่อนไหว เด็กๆลุกขึ้นยืน แล้วหาพื้นที่ของตัวเอง ลองกางแขนออกดูว่าชนกับเพื่อนไหม ถ้าชนให้ขยับออก เมื่อครูให้จังหวะเด็กๆเริ่มก้าว เคลื่อนที่ไปรอบๆห้อง

ขั้นที่สอง กิจกรรมตามคำบรรยาย โดยครูจะบรรยายไปตามจินตนาการโดยให้เด็กๆ ทำท่าทางประกอบ

ขั้นที่สาม กิจกรรมผ่อนคลาย โดยครูจะบรรยายไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆให้เด็กๆผ่อนคลายไปตามเนื้อเรื่องของครู เช่น เด็กๆ ค่อยๆ เดินไปที่เตียงนอนที่นุ่มๆ หอมๆ อากาศเย็นสบาย มีกลิ่นหอมมาแตะจมูกของเด็กๆ จากนั้นเด็กๆ ค่อยๆ หลับตาลง ครูนับ 1 2 3 4 5 แล้วให้เด็กๆ ลืมตา เป็นต้น 

 
 


                                          คุณครูอัน

 

 คุณครูกวาง


 

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

          สามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมให้กับเด็กอย่างถูกวิธี รู้จักการนำการเคลื่อนไหวทั้ง 3 ระดับไปใช้เพื่อพัฒนาทักษะของเด็ก เทคนิควิธีการผ่อนคลอยหลังเด็กทำกิจกรรมให้เด็กได้พักนิ่งๆอย่างน้อย 15 วินาที 

การประเมินผล

  ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนในขณะที่อาจารย์สอนและตอบคำถามทุกครั้ง

  ประเมินเพื่อน : เพื่อน ๆ ตั้งใจเรียนและไม่คุยกันในเวลาเรียน

  ประเมินอาจารย์ : อาจารย์เตรียมการสอนมาดีมาก การเรียนเป็นไปอย่างเป็นลำดับขั้นตอน มีเทคนิคการสอนที่น่าสนใจ สามารถอธิบายและยกตัวอย่างให้นักศึกษาได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

การบันทึกครั้งที่ 10

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2559

เนื้อหาที่เรียน/ความรู้ที่ได้รับ
      กิจกรรมแรก อาจารย์สาธิตวิธีการสอนเด็กในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวพื้นฐาน , กิจกรรมเคลื่อนไหวสัมพันธ์เนื้อหา , กิจกรรมเคลื่อนไหวผ่อนคลาย
กิจกรรมเคลื่อนไหวพื้นฐาน เป็นกิจกรรมที่ต้องฝึกทุกครั้งก่อนที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป ลักษณะการจัดกิจกรรมมีจุดเน้นในเรื่องจังหวะ การเคลื่อนไหว หรือทำท่าทางอย่างอิสระ ทำให้เด็กทราบถึงข้อตกลงในเรื่องสัญญาณและจังหวะ ซึ่งครูจะใช้เครื่องให้จังหวะชนิดใดก็ได้ โดยครูต้องทำความเข้าใจกับเด็กก่อนว่า สัญญาณนั้นหมายถึงอะไร เช่น ให้จังหวะ 1 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ แสดงว่าให้เด็กเดินหรือเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ตามจังหวะ ให้จังหวะ 2 ครั้งต่อกันแสดงว่า ให้เด็กหยุดการเคลื่อนไหว โดยเด็กจะต้องหยุดนิ่งจริงๆ หากกำลังอยู่ในท่าใดก็ต้องหยุดนิ่งในท่านั้นจะเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนท่าไม่ได้
     กิจกรรมสัมพันธ์เนื้อหา เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเน้นการทบทวนเรื่องที่ได้รับรู้จากกิจกรรมอื่น และนำมาสัมพันธ์กับเนื้อหา โดยมีรูปแบบการจัดกิจกรรมหลายวิธี

  คุณครูอธิบายการสัญญาณการเคาะจังหวะ 

    คุณครูเลือกเด็กมา 1 คน พร้อมกำหนดหน่วยให้เด็กเพื่อให้เด็กคิดท่าทางของตนเอง

    กิจกรรมสุดท้ายของการทำกิจกรรมคือ กิจกรรมผ่อนคลายโดยการนวดตามร่างกายเบาๆ หรือตามคำบรรยายของคุณครูก็ได้

 

อาจารย์ให้นักศึกษาทุกคน แสดงบทบาทเป็นครูโดยทำการสอนกิจกรรมเคลื่อนไหวพื้นฐาน , กิจกรรมเคลื่อนไหวสัมพันธ์เนื้อหา , กิจกรรมเคลื่อนไหวผ่อนคลาย 

 
 

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

        สามารถนำความรู้เรื่องทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย มาจัดกิจกรรมให้เด็กได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง มีความเข้าใจในตัวเด็กมากขึ้นว่าเด็กมีความต้องการอย่างไร ครูก็สามารถส่งเสริมหรือแก้ไขพัฒนาการของเด็กได้ นำความรู้ที่ได้หรือวิธีการเคลื่อนไหวแบบพื้นฐานไปสอนเด็กปฐมวัยได้

การประเมินผล

ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนในขณะที่อาจารย์สอนและตอบคำถามทุกครั้ง

ประเมินเพื่อน : เพื่อน ๆ ตั้งใจเรียนและไม่คุยกันในเวลาเรียน

ประเมินอาจารย์ : อาจารย์เตรียมการสอนมาดีมาก การเรียนเป็นไปอย่างเป็นลำดับขั้นตอน มีเทคนิคการสอนที่น่าสนใจ สามารถอธิบายและยกตัวอย่างให้นักศึกษาได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น




บันทึกครั้งที่9

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2559 


 ในกิจกรรมการเรียนการสอนวันนี้

อารารย์ให้ทำที่เคาะจังหวะเพื่อนำไปใช้ในการเรียนภาคปฏิบัติต่อไป

เครื่องเคาะจังหวะของดิฉัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำมีดังนี้

 

  • ขวดน้ำ

  • กาว/กรรไกร

  • กระดาษสี

  • อุปกรณ์ตกแต่ง

  • ลูกปัด


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
     สามารถนำเครื่องเคาะจังหวะไปใช้ในอนาคตในการสอนเด็กได้
ประเมินตนเอง: เข้าเรียน ตั้งใจทำผลงานของตนเองจนสำเร็จ
ประเมินเพื่อน:  เพื่อนทุกคนตั้งใจผลงานกันอย่างเต็มที่ สนุกสนานช่วยเหลือกัน
ประเมินอาจารย์:  อาจารย์เข้าสอนตรงเวลา และตั้งใจสอนอย่างเต็ม บรรยากาศในการเรียนสนุกสนานเพราะอาจารย์อารมณ์ดี ยิ้มแย้มเเจ่มใสทำให้นักศึกษามีความสุขในการเรียน 

บันทึกครั้งที่8

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2559 


ศึกษาดูงานที่โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์
 




                 โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ เป็นโรงเรียนระดับอนุบาล และประถมศึกษา เดิมนั้นมาจากอาคารสงเคราะห์พิบูลเวศม์ โดยใช้ศาลาฟังธรรม ในอาคารจัดสรร ตามดำริของ จอมปล ป. พิบูลสงคราม เปิดทำการสอนวันแรกในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 สังกัดแผนกการศึกษาอนุบาล กองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนางพิศวง หัสนันท์เป็นครูใหญ่คนแรก จนต่อมาได้ขยายการศึกษาถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4


 

     โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ได้รับเลือกเป็นโรงเรียนที่จัดกิจกรรมสหกรณ์ดี เด่น ประจำปี พ.ศ. 2529 และในปี พ.ศ. 2531 โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ได้รับรางวัลโรงเรียนดีเด่น, โรงเรียนที่ได้รับรางวัลพระราชทานระดับประถมศึกษา เป็นต้น

ปัจจุบัน (พ.ศ. 2551) โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์มีนักเรียนจำนวน 1,772 คน บุคลากร 102 คนจัดการเรียนการสอนในระดับอนุบาล, ช่วงชั้นที่ 1 - 2, โดยมีห้องเรียน 2 ภาษา และห้องปฏิบัติการทางภาษาและคณิตศาสตร์เต็มรูปแบบอีกด้วย


 

ประวัติ

         โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2498 เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตั้งอยู่ที่ 259/444 ซอยปรีดีพนมยงค์ 13 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ 10110

         โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ ตั้งอยู่ในอาคารสงเคราะห์พิบูลเวศม์ในที่ดินของ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ปัจจุบันโอนเป็นการเคหะแห่งชาติ) ซึ่งมีเนื้อที่จำนวน 1 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา พร้อมอาคารตึกชั้นเดียว จำนวน 2 หลัง หลังละ 2 ห้องเรียน (ได้รื้อก่อสร้างเป็นตึกอาคารเรียน 1 และอาคารเรียน 2 ในปัจจุบัน)และ อาคารศาลาทรงไทย 1 หลัง ได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการ เปิดทำการสอนชั้นอนุบาล เมื่อ วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 โดยตั้งชื่อว่า“โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์” สังกัดแผนการศึกษาอนุบาล กองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา

     วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2523 โอนมาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษา แห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติการโอนโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ. 2523

     วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 การเคหะแห่งชาติได้ยกกรรมสิทธิ์ การใช้ที่ดินเพิ่มให้อีก 1 แปลงมีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา ซึ่งติดกับแปลง ที่ดินเดิม (เนื้อที่ 1 ไร่ 2 วา 88 ตารางวา) ให้กับสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ รวมเป็นเนื้อที่ฝืนเดียวกัน รวม 3 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวา เพื่อใช้เป็นประโยชน์

สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน

ดอกบัว เป็นเครื่องหมายประจำโรงเรียน เป็นดอกบัวสีชมพูกลางอักษร อ.

หูกวาง คือต้นไม้ประจำโรงเรียน มีจำนวน 2 ต้น ปลูกที่หน้าอาคาร 1 และอาคาร 2 (ปัจจุบันโดนตัดไปแล้ว)

พุทธมงคลสารประสิทธิ์ คือพระพุทธรูปประจำโรงเรียน ประดิษฐาน ณ ห้องจริยศึกษา ได้รับมอบจากพระมงคลราชมุนี (สุพจ โชติปาโล) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าคณะ 3 วัดสุทัศน์วราราม ซึ่งสร้างถวายในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 60 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2530


 


ระดับปฐมวัย 

- อนุบาล 3 ขวบมีห้องเรียน 3 ห้องเรียน 

- อนุบาล 1 มีห้องเรียน 5 ห้องเรียน

- อนุบาล 2 มีห้องเรียน 5 ห้องเรียน


 

    จำนวนบุคลากรทั้งสิ้น 125 คน แยกเป็นฝ่ายบริหาร 1 คน ครู 80 คน  ครูชาวต่างชาติ 16 คน  เจ้าหน้าที่ธุรการ 4 คน ลูกจ้างประจำ 8 คนและลูกจ้างชั่วคราว 16 คน

    มีนักเรียนทั้งสิ้น 1365 คน

จัดการศึกษา  2 หลักสูตร

   1. โรงเรียนมาตรฐานสากล World class standard school

   2. หลักสูตร Mini English program แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาล 3 ขวบ อนุบาลปีที่ 1 และอนุบาลปีที่ 2 ระดับปฐมศึกษาปีที่ 1- 6


 


 

แหล่งที่มาของโรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์

 


 

หลักการของหลักสูตรปฐมวัยหรืออนุบาล การจัดการศึกษาปฐมวัย ควรประกอบไปด้วย

    1. เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลาง มีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อเด็กเป็นรายบุคคล

    2. มีการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองเพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน และปฏิบัติต่อเด็กให้สอดคล้องกัน

    3. จัดและให้ประสบการณ์แก่เด็กในมุมกว้าง และเชื่อมโยงความรู้เข้าหากันและต่อเนื่องกัน

    4. ให้ความสำคัญกับการเล่นและการเรียนรู้ ผ่านการสำรวจด้วยตนเองตามวิธีที่เขาถนัด ซึ่งผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เด็กจะบอกได้ว่าเด็กมีความถนัดในทางไหน และจะใช้กุศโลบายแบบไหนจึงจะเป็นวิธีที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้มากที่สุด

    5. เน้นการพัฒนาด้านอารมณ์และสังคมของเด็ก เพื่อเขาจะได้อยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างมีความสุข

    6. ให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ เพื่อเขาจะได้เกิดความภาคภูมิใจ และมองเห็นว่าตัวเองมีค่าและมีความสำคัญเท่าๆ กับที่เห็นคุณค่าและความสำคัญของคนอื่น


 


  

โรงเรียนมีการนำนวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ ได้แก่

    1.การจัดการเรียนการสอนแนวบูรณาการ การจัดการเรียนการสอนแนวบูรณาการหมายถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่นำความรู้ในศาสตร์ต่างๆมาเชื่อมโยงผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย เน้นการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมให้เด็กได้ประยุกต์ใช้ความรู้และประสบการณ์ในชีวิตประจำวันและมีทักษะในกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือกระทำ

    2.วอลดอร์ฟ (Waldort) การศึกษาแนวนี้มีความเชื่อว่า โรงเรียน คือ บ้าน ครู คือ แม่ นักเรียน คือ ลูก กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียนอนุบาลคือกิจกรรมงานบ้านในชีวิตประจำวันเน้นการจัดบรรยากาศในการเรียนให้เหมาะสม จัดสีในห้อง จัดแสงสว่างให้พอเหมาะสวยงาม เด็กจะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวด้วยการเลียนแบบ ครูและผู้ปกครองเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กเห็น

ข้อดี เด็กมีความพร้อมทุกด้าน ทั้งจิตใจ ร่างกาย และความคิดสร้างสรรค์ที่สำคัญพวกเขาเติบโตขึ้นอย่างที่เข้าใจการเอื้ออาศัยซึ่งกันและกันของสรรพชีวิตในโลกชอบลงมือทำงานด้วยตนเองและเข้าสังคมได้เป็นอย่างดี

    3.Whole Language คือการสอนภาษาให้เด็กต้องเป็นการสอนภาษาที่สื่อความหมายการเรียนแบบนี้สามารถทำได้ดี เพราะในระดับอนุบาลเล็กๆ จะเรียนรู้ผ่านการเล่น ที่สำคัญคุณครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งการพูด ฟัง อ่าน เขียน เด็กจึงจะสามารถเรียนรู้ภาษาได้ดี เพราะครูเปรียบเสมือนสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเด็ก

ข้อดี ของการเรียนวิธีนี้ คือ จะช่วยปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน รักหนังสือ เป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ก่อนและสามารถนำไปใช้ได้แม้กระทั่งที่บ้าน หรือในชีวิตประจำวัน

    4.Project Approach คือแนวคิดการให้เด็กได้ศึกษาลงลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามที่เขาสนใจ เป็นการสอนแบบโครงการหรือแบบโครงงานเรียนรู้โดยการสืบค้นข้อมูลอย่างลึกใน หัวเรื่องที่เด็กสนใจ

 มีกิจกรรม 5 ลักษณะ ประกอบด้วย

1. การอภิปราย

2. การศึกษานอกสถานที่ หรืองานในภาคสนาม

3. การนำเสนอประสบการณ์เดิม                                       

4. การสืบค้น                                                                    

5. การจัดแสดง

 


 



 

 


 


 

กิจกรรมที่จัดให้เด็กปฐมวัยในแต่ละวันมีดังนี้

    1.กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็น กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะ ซึ่งจังหวะและดนตรีที่ใช้ประกอบได้แก่ เสียงตบมือ เสียงเพลง เสียงเคาะไม้ เคาะเหล็ก รำมะนา กลอง ฯลฯ

    2.กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็น กิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ การวาดภาพระบายสี การปั้น การพิมพ์ภาพ การพับ ตัด ฉีก ปะ และประดิษฐ์เศษวัสดุ ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ การรับรู้เกี่ยวกับความงามและส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตาม ความรู้สึกและความสามารถของตนเอง

    3.กิจกรรมเสรีเป็น กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เล่นกับสื่อและเครื่องเล่นอย่างอิสระในมุมการเล่น กิจกรรมการเล่นแต่ละประเภทสนองตอบความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก

    4.กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็น กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ฟัง พูด สังเกต คิด และปฏิบัติการทดลอง ให้เกิดความคิดรวบยอดและเพิ่มพูนทักษะต่างๆด้วยวิธีการหลากหลายเช่นการสนทนา ซักถามหรืออภิปราย สังเกต ทัศนศึกษา และปฏิบัติการทดลองตามกระบวนการเรียนรู้ 

    5.กิจกรรมกลางแจ้ง เป็น กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ออกนอกห้องเรียนไปสู่สนามเด็กเล่นทั้งที่บริเวณกลาง แจ้งและในร่มเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระโดยยึดเอาความสนใจ และความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก

    6.กิจกรรมเกมการศึกษา เป็นกิจกรรมการเล่นที่มีกระบวนการในการเล่นตามชนิดของเกมประเภท

ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน  


 


 


 


 


 


 


 

วิธีการประเมิน

  การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยควรเป็นการประเมินอย่างไม่เป็นทางการ โดยวิธีการที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ได้แก่  


 

1.เก็บรวบรวมข้อมูล ครูควรวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์ โดยเป็นการวางแผนล่วงหน้าทั้งนี้ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมี ดังนี้ 

        1.1 การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคำพูดของเด็ก ครูควรใช้เวลาในการสังเกตและเฝ้าดูเด็ก เพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่น ความต้องการ ความสนใจ และต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด ทั้งนี้ ครูต้องกำหนดเวลา แนวทางที่ชัดเจน และจดบันทึกไว้เพื่อนำมาใช้ในวิเคราะห์และสรุป 

       1.2 การสนทนากับเด็ก ครูสามารถใช้การสนทนากับเด็กได้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่มอย่างสอดคล้อง กับกิจวัตรประจำวัน เพื่อประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็น พัฒนาการด้านการใช้ภาษา ฯลฯ เช่น เมื่อครูเล่านิทานให้เด็กฟังแล้ว ครูอาจถามคำถามให้เด็กแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟังเพื่อให้รู้ความคิดของเด็กทั้งนี้ครูควรจดบันทึกคำพูดของเด็กไว้เพื่อการวิเคราะห์และปรับการจัด ประสบการณ์ให้เหมาะสมต่อไป ในกรณีที่ต้องการสนทนากับเด็กเป็นรายบุคคล ครูควรพูดคุยในสภาวะที่เหมาะสม ไม่ทำให้เด็กเครียดหรือเกิดความวิตกกังวล

     1.3 การเก็บตัวอย่างผลงานที่แสดงความก้าวหน้าของเด็ก เป็นวิธีการที่ครูรวบรวมและจัดระบบตัวอย่างผลงานที่แสดงความก้าวหน้าของเด็ก จากชิ้นงานที่เด็กสร้างขึ้นในกิจวัตรประจำวันครูควรกำหนดจุดมุ่งหมายที่ ชัดเจนในการเก็บรวบรวมผลงานเช่นเก็บตัวอย่างผลงานการตัดกระดาษที่แสดงการ เปลี่ยนแปลงพัฒนาการด้านการตัดกระดาษของเด็กเดือนละ 1 ชิ้นงาน แล้วนำมาจัดรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ เป็นต้น การเก็บสะสมผลงานอย่างต่อเนื่องนี้ครูต้องประเมินว่าผลงานแต่ละชิ้นแสดงความ ก้าวหน้าของเด็กอย่างไร ไม่ใช่การนำมาเก็บรวมกันไว้เฉยๆ ครูอาจให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกและจัดเก็บผลงาน และครูสามารถนำผลงานที่จัดรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบมาใช้ในการสื่อสารกับผู้ ปกครองให้รับทราบเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเด็กด้วย

   วิธีการรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่ดี ต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย ไม่ใช่วิธีใดวิธีหนึ่ง โดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น พ่อแม่ หรือครูผู้ช่วยมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลด้วย เพราะวิธีการแต่ละวิธีจะมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน มีความเหมาะสมกับลักษณะของข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยวิธีการที่นำเสนอข้างต้นเป็นวิธีที่ครูต้องฝึกฝนจนมีทักษะในการสังเกต เด็ก พูดคุยกับเด็กและพ่อแม่อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีความไวต่อสิ่งที่ควรบันทึกหรือเก็บตัวอย่าง หากครูมีทักษะเหล่านี้ก็จะทำให้การประเมินตรงตามสภาพจริงยิ่งขึ้น


 

2.วิเคราะห์และจัดทำบันทึกข้อมูลของเด็ก ครูควรนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาวิเคราะห์ และจัดทำบันทึกข้อมูลของเด็ก ทั้งในลักษณะของบันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคล และบันทึกข้อมูลเด็กทั้งชั้นเรียน

     2.1 บันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคล การทำบันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคลจะช่วยให้ครูรู้จักความสามารถที่แท้จริงของ เด็ก ทำให้ครูติดตามความก้าวหน้าของเด็กได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยให้ครูประเมินเด็กอย่างครอบคลุมทุกรายการประเมิน ครูที่ทำบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลจะสามารถช่วยส่งเสริมความสามารถของ เด็ก หรือให้ความช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม 

    2.2 บันทึกข้อมูลเด็กทั้งชั้นเรียน การทำบันทึกข้อมูลเด็กทั้งชั้นเรียนช่วยให้ครูรู้ว่าเด็กในห้องเรียนที่รับ ผิดชอบมีความสามารถหรือมีพัฒนาการในแต่ละด้านเป็นอย่างไร ส่งผลให้ครูสามารถออกแบบการจัดประสบการณ์ได้เหมาะสมกับเด็กในชั้นเรียนมาก ยิ่งขึ้นอีกทั้งยังแสดงให้เห็นความก้าวหน้าของเด็กทั้งชั้นเรียน การสรุปเช่นนี้ควรทำเป็นระยะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อย่าง เหมาะสม  


 

ประเมินพัฒนาการเด็กทั้ง 4 ด้าน


 

เครื่องมือที่ใช้  - การบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก ( Observation )

                        - การสัมภาษณ์ ( Interview )

                        - การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes )

                        - แฟ้มผลงานเด็ก ( Portfolios )

                        - การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Checklists )

                        - การเขียนบันทึก ( Journal )

                        - การทำสังคมมิติ ( Sociogram )

หลักการประเมิน

1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก  

2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ  

3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับกิจกรรมประจำวัน

4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนเลือกใช้เครื่องมือ และจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน  

5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็ก รวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลายๆด้าน  


 

การจัดสภาพแวดล้อม

          การจัดบรรยากาศภายในห้องเรียน อาคารเรียน และบริเวณโรงเรียนเป็นองค์ประกอบสำหรับการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ การศึกษาแนวนี้มีความเชื่อว่า โรงเรียน คือ บ้าน ครู คือ แม่ นักเรียน คือ ลูก กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียนอนุบาลคือกิจกรรมงานบ้านในชีวิตประจำวันเน้นการจัดบรรยากาศในการเรียนให้เหมาะสม จัดสีในห้อง จัดแสงสว่างให้พอเหมาะสวยงาม ผลงานของเด็กต้องนำมาประดับห้องเรียนเสมอ ความ งดงามของธรรมชาติจะปรากฏอยู่ทั้งบริเวณกลางแจ้งและภายในอาคาร มีการนำภาพศิลปะ งานประติมากรรม กลิ่นหอมของธรรมชาติเข้ามาตกแต่ง ทำให้บรรยากาศของโรงเรียนสงบ และอ่อนโยน ภายใต้แนวคิดที่ว่า เด็กวัย 0 - 7 ปี เป็นวัยที่เรียนรู้จากการเลียนแบบ สิ่งที่เด็กเลียนแบบในช่วงนี้จะฝังลึกลงไปในเด็ก หล่อหลอมเด็กทั้งกายและจิตวิญญาณ และฝังแน่นไปจนโต


 

สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน

         บริเวณภายในห้องควรจะเป็นกันเอง และสว่างไสวเพียงพอ ควร มีอ่างล้างมือขนาดใหญ่ที่อยู่ในระดับต่ำพอที่เด็กๆ จะเอื้อมมือถึงระดับน้ำได้ง่าย ลอยเรือลำเล็กๆ หรือ แช่กระดาษวาดเขียนได้ มีช่องเก็บของส่วนตัวของเด็กแต่ละคน มีตู้ขนาดใหญ่สำหรับเก็บวัสดุที่ครูต้องใช้ มีชั้นสำหรับวางอุปกรณ์และของเล่น อาจมีมุมตุ๊กตา มุมงานช่าง มีโต๊ะสำหรับทำกิจกรรมที่มีน้ำหนักเบาที่เคลื่อนย้ายได้ของเล่นที่จัดไว้ เป็นของเล่นที่มีความสมบูรณ์น้อยแต่ชี้ช่องทางในการเล่นได้มาก เช่น ตุ๊กตาที่ไม่ได้วาดหน้าไว้อย่างตายตัว นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญต่อการเลือกใช้สีน้ำ พู่กัน กระดาษ สีเทียน ขี้ผึ้ง ที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะอีกด้วย


 

สภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน

           บริเวณกลางแจ้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นสนามเด็กเล่นอยู่ติดกับตัวอาคาร โดยจัดให้ใช้ได้ในสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย พื้นผิวควรแข็งเพื่อให้แห้งเร็วเมื่อฝนตก ควรตั้งอยู่ทางด้านที่แดดส่องถึง เพื่อให้เด็กๆ ได้รับแสงแดดยามเช้า บ่อทรายควรอยู่บริเวณนี้ ไม้เลื้อยบนกำแพง ต้นไม้ และแปลงดอกไม้ช่วยให้บริเวณนี้เป็นสถานที่ที่น่าสบายสำหรับเด็กๆ ส่วนที่สองอยู่ห่างจากตัวอาคารใช้เป็นที่เล่นและออกกำลังกาย ควรจัดเป็นอาณาจักรสำหรับเด็ก ทำทางสำหรับรถเข็นและทางสำหรับเดิน โดยออกแบบทางเดินให้โค้งไปมาน่าเดินและผ่านจุดที่น่าสนใจ เนินเขาเป็นจุดเสริมที่มีคุณค่ามากในสนามเด็กจะได้วิ่งขึ้นและลงเป็นการใช้ กล้ามเนื้อหลายส่วนอย่างเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็น ที่ตั้งของชิงช้า ไม้ลื่น ต้นไม้พุ่มเตี้ยๆ และปลูกไม้ดอกหรือพืชผักสวนครัว

สื่อ เป็นสื่อที่ทำจากไม้ สื่อวัสดุอุปกรณ์ที่ทำจากธรรมชาติ

       การบันทึกครั้งที่ 7

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559


 
ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากสอบกลางภาค

การบันทึกครั้งที่ 6

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559

 

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559

งดการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์ติดธุระ

.......................................................................................................................................


วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559


 

             กิจกรรมการเรียนการสอนวันนี้ อาจารย์ให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอ กิจกรรมเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่โดยมีเสียงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อันดับแรกต้องให้เด็ก ๆ หาพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมได้เหมาะสม ไม่เกะกะเพื่อน สามารถแกว่งแขนเคลื่อนไหวอย่างอิสระได้สะดวกพอสมควร

       คุณครูจะเคาะ1ครั้ง ให้เด็ก ๆก้าวเท้า1ก้าว

              -เคาะ2ครั้ง ให้เด็ก ๆ ก้าว2ก้าว

              -เคาะรัวๆ ให้เด็ก ๆเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว

              -เคาะ2ครั้งติดกัน ให้เด็ก ๆ หยุด

*ซึ่งการก้าวเท้า สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระทุกทิศทาง แต่ห้ามชนกับเพื่อน


 


 


 


 


 


 


 


 


 กิจกรรมต่อมา อาจารย์แนะนำอุปกรณ์การใช้กระดิ่ง ในการประกอบกิจกรรมการเคลื่อนไหว 

อาจารย์ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน แล้วให้นักศึกษาคิดท่าทางการเคลื่อนไหวแบบใช้กระดิ่งในการให้สัญญาณ  ใช้กระดิ่งเสียงสูงประกอบท่าก้อนเมฆอันกว้างใหญ่ ใช้กระดิ่งเสียงต่ำประกอบท่าจุดเล็ก ๆ  


 

อุปกรณ์ในการให้สัญญาณ 

 
 
 
 
 

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

      เมื่อมีความรู้เรื่องทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัยแล้ว ก็ทำให้สามารถจัดกิจกรรมให้เด็กได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง มีความเข้าใจในตัวเด็กมากขึ้นว่าเด็กมีความต้องการอย่างไร ครูก็สามารถส่งเสริมหรือแก้ไขพัฒนาการของเด็กได้

      นำความรู้หรือวิธีการเคลื่อนไหวแบบพื้นฐาน ไปสอนเด็กปฐมวัยได้ เช่น การวิ่งอยู่กับที่ การเดิน หรือการเคลื่อนไหว โดยมีจังหวะ การเคาะให้เกิดเสียงเข้ามาเกี่ยวข้อง


การประเมินผล

ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนในขณะที่อาจารย์สอนและตอบคำถามทุกครั้ง

ประเมินเพื่อน : เพื่อน ๆ ตั้งใจเรียนและไม่คุยกันในเวลาเรียน

ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ทั้ง 2 ท่าน เตรียมการสอนมาดีมาก การเรียนเป็นไปอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ไม่สับสน มีเทคนิคการสอนที่น่าสนใจ อธิบายหรือยกตัวอย่างให้นักศึกษาได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น